ครม.เศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนุนรายได้ยั่งยืน โฆษกรัฐบาลเผยเกิดเงินสะพัดแล้ว 5.4 หมื่นล้าน ส่วนเฟส 2 ชง ครม. ต้น ธ.ค. 


วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบ โดยให้ “เชื่อมร้านค้าคนละครึ่งพลัสทั้งหมดเข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรสวัสดิการมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อยเกินไป พร้อมเผยต่อไปว่า ร้านค้าที่ผ่านระบบคนละครึ่งมีมาตรฐานสูงและกระจายอยู่ทั่วประเทศ การเชื่อมระบบครั้งนี้จะช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ทันที เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง และทำให้ระบบสวัสดิการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วประเทศ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบเชื่อมต่อเพิ่มเติมเพื่อให้ดำเนินงานได้สมบูรณ์

“โครงการคนละครึ่งพลัส มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอยู่ตอนนี้ประมาณ 980,000 ร้านค้า ครม.เศรษฐกิจ ได้พิจารณาเห็นว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นอีกโครงการหนึ่งนั้นข้อจำกัด คือคนที่มีใช้บัตรสวัสดิการมีข้อจำกัดด้านร้านค้าที่เข้าร่วมค่อนข้างน้อย ครม.เศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้เอาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสไปเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการ ความหมายก็แปลว่า ร้านค้าเหล่านี้จะสามารถไม่เพียงแต่ขายแค่ในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ต่อจากนี้ไปจะสามารถขายให้กับคนถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ซึ่งจะต้องมีการไปทำระบบเพื่อรองรับการเชื่อมโยงนี้ มาตรการนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือร้านค้าและจะทำให้เกิดความยั่งยืน และรายได้ของร้านค้าจะไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราทราบดีว่าโครงการบัตรสวัสดิการมีต่อเนื่อง จึงถือเป็นหัวใจสำคัญ”



ทางด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวมั่นใจว่า โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะนำเสนอที่ประชุม ครม. ได้ต้นเดือนธันวาคมนี้ ในกรณีที่แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนด เช่น ในเดือนธันวาคม ก็จะเสนอ ครม. ได้ก่อนการยุบสภาแน่นอน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาวงเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งต้องคำนึงถึงเม็ดเงินที่จะนำไปช่วยน้ำท่วมด้วย


“โครงการคนละครึ่งพลัส ได้รับความนิยมสูงและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน ก่อให้เกิดเงินสะพัดในระบบแล้วกว่า 54,132 ล้านบาท เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมได้เพิ่มเติมจนถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้”